วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วันจันทร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 14

บันทึกการเรียนครั้งที่ 14
                          วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560
เวลา 08 : 30 - 12 : 30 น.




วันสงการนต์




บันทึกการเรียนครั้งที่ 13

บันทึกการเรียนครั้งที่ 13
                          วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560
เวลา 08 : 30 - 12 : 30 น.


เนื้อหาที่เรียน

ให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง



บันทึกการเรียนครั้งที่ 12

                            บันทึกการเรียนครั้งที่ 12
                          วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560
เวลา 08 : 30 - 12 : 30 น.


เนื้อหาที่เรียน




โปรแกรมการศึกษาเฉพาะบุคคล
(
Individualized Education Program) 

โดย อ.ตฤณ  แจ่มถิน
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


แผน IEP
•          แผนการศึกษาที่ร่างขึ้น
•          เพื่อให้เด็กพิเศษแต่ละคนได้รับการสอน และการช่วยเหลือฟื้นฟูให้เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของเขา
•          ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก
•          โดยระบุเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการใช้แผนและวิธีการวัดประเมินผลเด็ก
การเขียนแผน IEP                                                 
•          คัดแยกเด็กพิเศษ
•          ครูต้องรู้ว่าเด็กมีปัญหาอะไร
•          ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นระยะ จะทำให้ทราบว่าจะต้องเริ่มช่วยเหลือเด็กจากจุดไหน ในทักษะใด
•          เด็กสามารถทำอะไรได้  / เด็กไม่สามารถทำอะไรได้
•          แล้วจึงเริ่มเขียนแผน IEP
IEP ประกอบด้วย
•          ข้อมูลส่วนตัวของเด็ก
•          ระบุว่าเด็กมีความจำเป็นต้องได้รับบริการพิเศษอะไรบ้าง
•          การระบุความสามารถของเด็กในขณะปัจจุบัน
•          เป้าหมายระยะยาวประจำปี / ระยะสั้น
•          ระบุวัน เดือน ปี ที่เริ่มทำการสอน และคาดคะเนการสิ้นสุดของแผน
•          วิธีการประเมินผล
ประโยชน์ต่อเด็ก
•          ได้เรียนรู้ตามความสามารถของตน
•          ได้มีโอกาสพัฒนาตามศักยภาพของตน
•          ได้รับการศึกษาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม
•          ถ้าเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนจะไม่ถูกจัดเข้าชั้นเรียนเฉยๆ
ประโยชน์ต่อครู
•          เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ตรงกับความสามารถและความต้องการของเด็ก
•          เป็นแนวทางในการเลือกสื่อการสอนและวิธีการสอนให้เหมาะกับเด็ก
•          ปรับเปลี่ยนได้เมื่อความต้องการเปลี่ยนแปลงไป
•          เป็นแนวทางในการประเมินผลการเรียนและการเขียนรายงานพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็ก
•          ตรวจสอบและปประโยชน์ต่อผู้ปกครองระเมินได้เป็นระยะ
•          ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการเรียนรายบุคคล เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความสามารถได้สูงสุดตามศักยภาพ
•          ทราบร่วมกับครูว่าจะฝึกลูกของตนอย่างไร
•          เกิดความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิดระหว่างบ้านกับโรงเรียน
ขั้นตอนการจัดทำแผนการศึกษารายบุคคล
1.                  การรวบรวมข้อมูล

•                                รายงานทางการแพทย์
•                                รายงานการประเมินด้านต่างๆ
•                               บันทึกจากผู้ปกครอง ครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง
2.                  การจัดทำแผน

•                           ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง
•                  กำหนดจุดมุ่งหมายระยะยาวและระยะสั้น
•          กำหนดโปรแกรมและกิจกรรม
•          จะต้องได้รับการรับรองแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
การกำหนดจุดมุ่งหมาย

•          ระยะยาว
•          ระยะสั้น
จุดมุ่งหมายระยะยาว
•          กำหนดให้ชัดเจน แม้จะกว้าง
–         น้องนุ่นช่วยเหลือตนเองได้
–         น้องดาวร่วมมือกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
–         น้องริวเข้ากับเพื่อนคนอื่นๆได้
จุดมุ่งหมายระยะสั้น
•          ตั้งให้อยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายหลัก
•          เป็นพฤติกรรมที่เด็กสามารถทำได้ในระยะ 2-3 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์
•          จะสอนใคร
•          พฤติกรรมอะไร
•          เมื่อไหร่ ที่ไหน (ที่พฤติกรรมนั้นจะเกิด)
•          พฤติกรรมนั้นต้องดีขนาดไหน
3.               การใช้แผน
a.       เมื่อแผนเสร็จสมบูรณ์ ครูจะนำไปใช้โดยจะใช้แผนระยะสั้น
b.       นำมาทำเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
c.       แยกย่อยขั้นตอนการสอนให้เหมาะกับเด็ก
d.       จัดเตรียมสื่อและจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
e.       ต้องมีการสังเกตเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและความสามารถ โดยคำนึงถึง
f.        ขั้นตอนพัฒนาการของเด็กปกติ
g.       ตัวชี้วัดพื้นฐานที่เกี่ยวกับปัญหาของพัฒนาการเด็ก
h.       อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมของเด็กและผู้ใหญ่ที่มีผลต่อการแสดงออกของเด็ก
4.               การประเมินผล

•          โดยทั่วไปจะประเมินภาคเรียนละครั้ง หรือย่อยกว่านั้น
•          ควรมีการกำหนดวิธีการประเมิน และเกณฑ์วัดผล
** การประเมินในแต่ละทักษะหรือแต่ละกิจกรรม
อาจใช้วิธีวัดและกำหนดเกณฑ์แตกต่างกัน**


 



ภาคผนวก


การนำไปใช้
การนำวิธีการเขียนแผนสามารถนำไปใช้และเขียนแผนการสอนให้เด็กได้

ประเมิน

ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนและตั้งใจทำกิจกรรมที่อาจารย์เอาให้ทำและมีความสนุกในกิจกรรมทำให้ไม่เครียดในเวลาเรียนทำให้ตั้งใจเรียนมากขึ้น

ประเมินเพื่อน : เพื่อนตั้งใจเรียนและตั้งใจทำกิจกรรมและตั้งใจจดบันทึกในเวลาเรียน

ประเมินอาจารย์ : สอนสนุกและมีกิจกรรมให้ทำ ทำให้สนใจในการเรียนมากขึ้น 


บันทึกการเรียนครั้งที่ 11

                      บันทึกการเรียนครั้งที่ 11
                     วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560
เวลา 08 : 30 - 12 : 30 น.




เนื้อหาที่เรียน


การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรม
เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

โดย อ.ตฤณ  แจ่มถิน
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
•         เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
•         ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด 
•         เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach)
1.      การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
เกิดผลดีในระยะยาว
เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
    (Individualized Education Program; IEP)
โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน
2.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม

•         การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน
            (Activity of Daily Living Training)
•         การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
•         การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)
2.      การบำบัดทางเลือก
การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy)
ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
การฝังเข็ม (Acupuncture)
การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy)
การสื่อความหมายทดแทน 
(Augmentative and Alternative Communication ; AAC)

การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System; PECS)
เครื่องโอภา (Communication Devices)
โปรแกรมปราศรัย
บทบาทของครู
•         ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู
•         ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู
•         จัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน
•         ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง
การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ
1.                            ทักษะทางสังคม

•         เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการพ่อแม่
•         การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข
กิจกรรมการเล่น
•         การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม
•         เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ
•         ในช่วงแรกๆ เด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน  แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง
ยุทธศาสตร์การสอน
•         เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีเล่น  ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
•         ครูเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ
•         จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง
•         ครูจดบันทึก
•         ทำแผน IEP
การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง
•         วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายๆอย่าง
•         คำนึงถึงเด็กทุกๆคน
•         ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-4 คน
•         เด็กปกติทำหน้าที่เหมือน “ครู” ให้เด็กพิเศษ
ครูปฏิบัติอย่างไรขณะเด็กเล่น
•         อยู่ใกล้ๆ และเฝ้ามองอย่างสนใจ
•         ยิ้มและพยักหน้าให้ ถ้าเด็กหันมาหาครู
•         ไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป
•         เอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่น
•         ให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม

การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น
•         ครูพูดชักชวนให้เด็กร่วมเล่นกับเพื่อน
•         ทำโดย “การพูดนำของครู”
ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฎเกณฑ์
•         ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ
•         การให้โอกาสเด็ก
•         เด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆเหมือนเพื่อนในห้อง
•         ครูต้องไม่ใช้ความบกพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง
2.                            ทักษะภาษา

การวัดความสามารถทางภาษา
•         เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม
•         ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม
•         ถามหาสิ่งต่างๆไหม
•         บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
•         ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม
การออกเสียงผิด / พูดไม่ชัด
•         การพูดตกหล่น
•         การใช้เสียงหนึ่งแทนอีกเสียง
•         ติดอ่าง
การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
•         ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
•         ห้ามบอกเด็กว่า  “พูดช้าๆ”   “ตามสบาย”   “คิดก่อนพูด”
•         อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
•         อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
•         ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
•         เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน
ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
•         การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
•         ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
•         ให้เวลาเด็กได้พูด
•         คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
•         เป็นผู้ฟังที่ดีและโตต้อบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
•         เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังเพียงอย่างเดียว
•         ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
•         กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
•         เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
•         ใช้คำถามปลายเปิด
•         เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
•         ร่วมกิจกรรมกับเด็ก
3.                            ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
เรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด
การกินอยู่ 
การเข้าห้องน้ำ 
การแต่งตัว 
กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน

การสร้างความอิสระ
•         เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง
•         อยากทำงานตามความสามารถ
•         เด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อน เด็กที่โตกว่า และผู้ใหญ่
ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ
•         การได้ทำด้วยตนเอง
•         เชื่อมั่นในตนเอง
•         เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี
หัดให้เด็กทำเอง
•         ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น (ใจแข็ง)
•         ผู้ใหญ่มักทำสิ่งต่างๆให้เด็กมากเกินไป
•         ทำให้แม้กระทั่งสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เองหากให้เวลาเขาทำ
•         “ หนูทำช้า ”  “ หนูยังทำไม่ได้ ”
จะช่วยเมื่อไหร่
•         เด็กก็มีบางวันที่ไม่อยากทำอะไร , หงุดหงิด , เบื่อ , ไม่ค่อยสบาย
•         หลายครั้งเด็กจะขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว
•         เด็กรู้สึกว่ายังมีผู้ใหญ่ที่พึ่งได้ แต่ต้องได้รับความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่เด็กต้องการ
•         มักช่วยเด็กในช่วงกิจกรรม
ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง
•         แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ
•         เรียงลำดับตามขั้นตอน
การเข้าส้วม
•         เข้าไปในห้องส้วม
•         ดึงกางเกงลงมา
•         ก้าวขึ้นไปนั่งบนส้วม
•         ปัสสาวะหรืออุจจาระ
•         ใช้กระดาษชำระเช็ดก้น
•         ทิ้งกระดาษชำระในตะกร้า
•         กดชักโครกหรือตักน้ำราด
•         ดึงกางเกงขึ้น
•         ล้างมือ
•         เช็ดมือ
•         เดินออกจากห้องส้วม
สรุป
•         ครูต้องพยายามให้เด็กทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง
•         ย่อยงานแต่ละอย่างเป็นขั้นๆ
•         ความสำเร็จขั้นเล็กๆนำไปสู่ความสำเร็จทั้งมวล
•         ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง
•         เด็กพึ่งตนเองได้ รู้สึกเป็นอิสระ

4.                            ทักษะพื้นฐานทางการเรียน
เป้าหมาย

•         การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้ 
•         มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
•         เด็กรู้สึกว่า “ฉันทำได้”
•         พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
•         อยากสำรวจ อยากทดลอง
ช่วงความสนใจ
•         ต้องมีก่อนการเรียนรู้อื่นๆ
•         จดจ่อต่อกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่งได้นานพอสมควร
การเลียนแบบ
การทำตามคำสั่ง คำแนะนำ
•         เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดชัดหรือไม่
•         เด็กเข้าใจคำศัพท์ที่ครูใช้หรือไม่
•         คำสั่งยุ่งยากซับซ้อนไปหรือไม่
การรับรู้ การเคลื่อนไหว
•         ได้ยิน เห็น สัมผัส ลิ้มรส กลิ่น
•         ตอบสนองอย่างเหมาะสม

การควบคุมกล้ามเนื้อเล็ก
•         การกรอกน้ำ ตวงน้ำ
•         ต่อบล็อก
•         ศิลปะ
•         มุมบ้าน
•         ช่วยเหลือตนเอง
ตัวอย่างอุปกรณ์สำหรับเด็กพิเศษ
•         ลูกปัดไม้ขนาดใหญ่
•         รูปต่อที่มีจำนวนชิ้นไม่มาก
ความจำ
•         จากการสนทนา
•         เมื่อเช้าหนูทานอะไร
•         แกงจืดที่เรากินใส่อะไรบ้าง
•         จำตัวละครในนิทาน
•         จำชื่อครู เพื่อน
•         เล่นเกมทายของที่หายไป
การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ
•         จัดกลุ่มเด็ก
•         เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
•         ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจนว่าต้องทำที่ไหน
•         ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง
•         ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
•         ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
•         บันทึกว่าเด็กชอบอะไรที่สุด
•         รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
•         มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
•         เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
•         พูดในทางที่ดี
•         จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว
•         ทำบทเรียนให้สนุก

ภาคผนวก

เอกสารประกอบการเรียน


กำลังอธิบายเรื่องการเรียน


ยกตัวอย่างในเนื้อหาให้เข้าใจง่ายขึ้น


ทำบทบาทสมมุติให้เห็นถึงภาพจริง


การนำไปใช้

เอาบทบาทสมมุติไปสังเกตในเหตุการณ์จริงได้ ทำให้ตัดสินใจและมีมีวิธีนำไปใช้ที่หลากหลาย


ประเมิน

ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนและฟังเวลาที่อาจารย์พูดและเก็บรายละเอียดที่จะสามารถนำไปใช้ในวันข้างหน้าให้มีผลในการใช้ที่ดีขึ้น

ประเมินเพื่อน : เพื่อนตั้งใจเรียนและฟังอาจารย์อธิบายหรือยกตัวอย่างและมีการจดบันทึกตาม

ประเมินอาจารย์ : สอนเข้าใจง่าย มีตัวอย่างให้ดูและมีเหตุการณ์เล่าให้ฟังให่เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น



สอบปลายภาค

สอบปลายภาค